ดีน่า

August 16th, 2008 1 Comment »

ดีน่า ไม่ใช่นมถั่วเหลือง
แต่เป็นคำแสลงกวนตีนของ DNA ซึ่งมีชื่อเต็มๆ แบบเป็นวิชาการว่า
DeoxyRibonucleic Acid (กรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก)
เป็นโครงสร้างของโปรตีนที่ควบคุมรหัสพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้

ใครๆ ก็รู้จักดีเอ็นเอ

ป้าช้อย : อีมวน เอ็งรู้รึเปล่านังแช่ม ลูกตาขื่นท้องไม่มีพ่อ
ป้ามวน : เอ็งไปมุดหัวที่ไหนมา เขารู้กันทั้งตำบลแล้ว
ป้าช้อย : เหวย … เห็นเขาว่าไปตรวจดีเอ็นเอ แล้วว่ายังไงหรือ
ป้ามวน : ไม่ได้ไปตรวจหรอก เขาลือกันไปอย่างนั้นเอง นังแช่มมันอ้วนขึ้นต่างหาก

การตรวจ DNA กลายเป็นเรื่องสามัญของชาวบ้านทั่วไป
โดยมีคุณหญิงคุณหมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เป็นตัวแทนของความรู้ในเรื่องนี้โดยชอบธรรม (555)
ความเข้าใจของคนส่วนใหญ่ก็คือ เราสามารถเอาเลือด หรือชิ้นส่วนของร่างกาย
ไปตรวจหาไอ้ที่เขาเรียกว่า DNA เพื่อพิสูจน์ความเป็นแม่ลูก หรือหาฆาตกรได้

แต่ก็จะมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับ DNA อยู่เช่นว่า
เราสามารถตัดผมของคนไปตรวจ DNA ได้

โว้ว… จริงๆ แล้วเราไม่สามารถตรวจ DNA จากปลายเส้นผมของมนุษย์ได้นะครับ
ทำไมน่ะหรือ … ลองอ่านสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ดูสิ

dnastructure.jpg
ภาพที่ 1.1 โครงสร้างของ DNA
DNA เป็นโครงสร้างโปรตีนที่มีอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายครับ
นั่นหมายความว่าเราสามารถนำเซลล์อะำไรก็ได้ในร่างกายที่มีนิวเคลียส ไปตรวจหา DNA ครับ
ที่ผมบอกว่าเส้นผมเอาไปตรวจไม่ได้ ผมหมายความว่า

เราจะไม่พบ DNA ในเส้นผมเลยครับ เพราะมันไม่ใช่เซลล์ เป็นเพียงโปรตีนที่งอกขึ้นมา
จากเซลล์ที่โคนผมซึ่งอยู่ตรงหนังศีรษะนั่นเอง ดังนั้นถ้าจะเอาไปตรวจก็จะต้องเอาโคนผมไปด้วยนะครับ
แล้วก็คงจะต้องดึงผมออกมากระจุกใหญ่ทีเดียว เพื่อให้ได้ DNA ปริมาณเยอะๆ โดยไม่ต้องไปเสียเวลา
จำลอง DNA เพิ่มครับ

เราจึงนิยมตรวจ DNA จากเลือด หรืออสุจิ หรืออะไรที่มันมีเยอะๆ จัดเก็บง่ายๆ ครับ

dna-nucleotide.gif
ภาพที่ 1.2 โครงสร้างของนิวคลีโอไทดหนึ่งหน่วย

โครงสร้างของ DNA ประกอบไปด้วยนิวคลีโอไทด์จำนวนมากเรียงต่อกันเป็นสาย
อาจเรียกสาย DNA อีกชื่อหนึ่งว่าสายพอลีนิวคลีโอไทด์

นิวคลีโอไทด์หนึ่งหน่วยประกอบไปด้วย
1.น้ำตาลดีออกซีไรโบส (Deoxyribose sugar) ที่เป็นห้าเหลี่ยมสีฟ้าๆ
2. หมู่ฟอสเฟต ที่เป็นวงกลมกลมสีส้ม
3. เบส ที่เป็นหกเหลี่ยมสีเขียวๆ

เบสที่มีแบ่งออกเป็น 2 ประเภทนะครับ คือ
Purine ประกอบด้วยสองชนิดคือ Adenine(A) และ Guanine(G)
Pyrimedine ประกอบด้วยสองชนิดคือ Thymine(T) และ Cytosine(C)
ตัวย่อของเบสเหล่านี้คือตัวกำหนดรหัสพันธุกรรมครับ

นิวคลีโอไทด์เหล่านี้จะมาเชื่อมต่อกันเป็นสายยาวๆ
จากนั้นจะจับคู่กับอีกสาย โดยแต่ละนิวคลีโอไทด์จะเข้าคู่กับนิวคลีโอไทด์ที่มีเบสคู่สม
นั่นคือเบสซึ่งเป็นคู่กัน โดย A คู่กับ T และ C คู่กับ G

sf3×17b.jpg
ภาพที่ 1.3 DNA สามารถบิดเป็นเกลียว
พอได้คู่ที่เข้ากันแล้วมันก็จะบิดเป็นเกลียวแบบนี้ครับ

nucleotide.gifc85×27polynucleotide.jpg
ภาพที่ 1.4 ชื่ออะไรก็ได้ช่างมันเถอะ

หากสังเกตเพิ่มอีกหน่อย ก็จะเห็นว่ามีตัวเลขเขียนกำกับว่า 5′ กับ 3′ ครับ
อ่านว่า ห้าพาย กับ สามพาย
ความหมายก็คือว่า น้ำตาลดีออกซีไรโบสซึ่งมีคาร์บอน 5 อะตอมเนี่ยมีหมู่ฟอสเฟตเกาะที่ คาร์บอนตำแหน่งที่ 5
แล้วเจ้าฟอสเฟตก็จะไปเกาะกับนิวคลีโอไทด์อีกหน่วยหนึ่งที่ตำแหน่ง คาร์บอนตัวที่ 3 ไปเรื่อยๆ เป็นสายยาวครับ

ปลายที่ไม่มีนิวคลีโอไทด์มาต่อกับหมู่ฟอสเฟตอีกแล้ว เราก็เรียกว่าปลาย 5′
ส่วนปลายที่ไม่มีหมู่ฟอสเฟตมาต่ออีกแล้ว  ก็เรียกว่า ปลาย 3′ ครับ

ลักษณะที่เหมือนบันไดนั้นก็คือ มีเบสเป็นขั้นบันไดที่เชื่อมกับอยู่ด้วยพันธะไฮโดรเจน
ส่วนราวบันไดก็คือน้ำตาลดีออกซีไรโบสกับหมู่ฟอสเฟตที่ยึดกันอยู่นั่นเอง

dna_molecule.gif
ภาพที่ เท่าไหร่ก็ไม่รู้
โอ้วววว…
เห็นมั้ยครับ มันมีอยู่เท่านี้เอง

หลายปีมานี้เทคโนโลยี DNA ก้าวหน้าไปรวดเร็วมากครับ
ส่วนหนึ่งมาจากความสามารถในการศึกษาสิ่งที่เล็กลงเรื่อยๆ อย่าง นาโนเทคโนโลยี

เพราะว่าไอ้นิวคลีโอไทด์ที่ว่าเนี่ย แต่ละคู่เบสมันอยู่ห่างกันตั้ง   3.4 อังสตรอมแหนะครับ
อังตรอมนึงใหญ่ขนาดไหนก็ใหญ่ตั้ง 0.1 นาโนเมตรเลยนะครับ (ใหญ่คอดดด)

นิวคลีโอไทด์ 10 คู่ก็จะหมุนได้ครบรอบ 1 เกลียว
ดังนั้นเกลียวหนึ่งรอบก็จะมีขนาด 34 อังสตรอมครับ ตั้ง 0.34 นาโนเมตรแหนะ
หรือเปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือ มันมีขนาดเล็กเท่า

ความก้าวหน้าที่ว่านี้ทำให้เราสามารถตัดต่อพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนน้อยๆ ได้นานแล้ว
เราเรียกสิ่งมีชีวิตที่ถูกตัดต่อพันธุกรรมเช่น ข้าวสีทอง มะละกอสุดนิ้ง ฯลฯ ว่า GMOs (Genetically Modified Organism)
โดยในการตัดต่อนี้ก็แสนจะง่ายดายนะครับ นักวิทยาศาสตร์ใช้ restriction enzyme (เอ็นไซม์ตัดจำเพาะ)ในการ
ตัดสาย DNA เป็นชิ้นๆ จากนั้นก็นำไปยิงใส่นิวเคลียสของสิ่งมีชีวิตเจ้ากรรมตามเรื่องตามราวว่ากันไป
หลายคนตั้งคำถามว่า นี่คือการละเมิืดงานของพระเจ้าหรือเปล่า
หากว่าวันหนึ่งเราสามารถศึกษาแผนที่พันธุกรรมของมนุษย์ได้ทั้งหมดเราจะกำหนดหน้าตา
และรักษาโรคทุกอย่างได้หรือไม่ … ใครจะเป็นเจ้าของเทคโนโลยีนี้ ?

(ปัจจุบันมีความเป็นไปได้แล้ว ที่เราจะรักษามะเร็ง และโรคทางพันธุกรรมโดยอาศัยยีนบำบัำด
หรือที่เรียก Gene therapy)

สุดท้ายครับ
ในการตรวจ DNA นั้นมีสองวิธี วิธีแรกจะใช้รังสีในการสร้างลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA fingerprint)
เรียกว่าการทำ


Southern blot hybridization จะได้ผลการตรวจออกมาแบบที่เราคุ้นเคยกันแบบนี้ครับ
corn-imp-small.jpg

พอได้แบบนี้แล้วก็เอามาเทียบกับลายพิมพ์ที่ได้มาจากหลักฐาน คราบอสุจิ คราบเลือดในที่เกิดเหตุ
เพื่อชี้ตัวคนร้าย หรือหาตัวพ่อได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

อีกวิธีคือการใช้สารเรืองแสงซึ่งอันตรายน้อยกว่า นำDNA ดังกล่าวไปทำ PCR ซึ่งจะทำให้ DNA เพิ่มจำนวนขึ้น
ในอัตราก้าวหน้าเรขาคณิต (exponential)เพื่อให้มีมากพอที่จะตรวจโดยเครื่องอ่านอัตโนมัติ
เป็นวิธีที่รวดเร็วกว่า แม่นยำ และง่ายกว่ามากเลย
10323924_3.jpg

วิธีหลังนี่สามารถอ่านผลออกมาในคอมพิวเตอร์แล้วก็เซฟเก็บไปเป็นไฟล์ๆ ได้เลย

คิดดูนะครับ
ถ้าเกิดวันนึงเราศึกษารหัสพันธุกรรม AACTGCCGAT ทั้งหลายทั้งปวงนี่จนปรุโปร่ง
เราก็เซฟคนเป็นคนๆ ไว้ในไฟล์ ก๊อปปี้ใส่แฟลชไดรฟ์ได้เลยนะ

A : นี่ เราขอเลือดเธอหยดนึงดิ
B : จะบ้าเหรอ เอาไปทำอะไร
A : เอาไปตรวจ DNA
B : ??
A : อยากรู้ว่ารหัสพันธุกรรมของนางฟ้าเป็นยังไง
B : =_=”

ธีร(T) : เธอเห็นอะไรนั่นมั้ย
เอ(A) : เห็นอะไร ?
ธีร(T) : พันธะไฮโดรเจนที่เชื่อมหัวใจเราสองคน
เอ(A) : … ฮึ … แฟนชั้นชื่อยูราซิลย่ะ

(เมื่อ DNA สังเคราะห์ RNA เบส Adenine จะไปจับกับ Uracil แทน Thymine)

ซี(C) : จี … เธอดีเกินไป
จี(G) : เธอจะใช้RNAพอลิเมอรืเรสสลายพันธะระหว่างเราสองคนเหรอ ทำไมอ่ะซี
ซี(C) : เพราะแกชอบเล่นมุกอย่างนี้นี่แหละ
จี(G) :T-T

(RNA polymerase คือ enzyme สำหรับสลายพันธะไฮโดรเจน)